ดิมอค ได้สรุปประวัติและแนวโน้มของกิจกรรมค่ายพักแรมไว้ว่า ค่ายพักแรมมีวิวัฒนาการมานาน ประมาณหนึ่งศตวรรษแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถแบ่งช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้ 3 ยุคด้วยกัน คือ ยุคสันทนาการ ยุคแห่งการศึกษาและยุคของการรับผิดชอบต่อสังคม อย่างไรก็ดี ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้จะไม่มีจุดเปลี่ยนหรือหัวเลี้ยวหัวต่อที่เห็ฯเด่นชัดแต่อย่างไร
1. ยุคสันทนาการ ในระยะแรกเริ่มนั้นค่ายพักแรมมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การให้สันทนาการเบื้องต้น เน้นการให้ประสบการณืที่เต็มไปด้วยการเผชิญกับความยากลำบากให้ความสำคัญต่อการมีจิตใจเป็นนักกีฬา มีมารยาทอันงดงาม ความสดชื่นที่จะไัด้รับจากสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยธรรมชาติกล่าวได้ว่าเป็นการชดเชยสภาพชีวิตที่จมอยู่กับสังคมเมืองและสิ่งแวดล้อมที่ที่เป็นอุตสาหกรรม จุดมุ่งหมายในด้านสุขภาพพลานามัย การพัฒนาอุปนิสัยและการปรับตัวเข้ากับสังคมจึงเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญยิ่ง รูปแบบของกิจกรรมจะเป็นไปในลักษณะให้ประสบการณ์เผชิญภัยกับธรรมชาติด้วยตนเองให้บุคคลได้ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของตนเอง ทั้งนี้ด้วยการจัดการควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ บรรยากาศในค่ายพักแรมจึงมีระเบียบแบบแผน มีการประสารงาน ร่วมมือ แข่งขัน และให้รางวัลอย่างเหมาะสม
2. ยุคการศึกษา ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ความสนใจที่จะจัดการศึกษาในค่ายพักแรมก็เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสืบเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าในวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ จิตวิทยา สังคมวิทยา รวมทั้งด้านการบริหารการศึกษา ได้มีการตีพิมพ์บทความ เอกสารต่างๆ เกี่ยวกับค่ายพักแรมออกมามากมาย เพื่อชี้นำให้มีการใช้ค่ายพักแรมเป็นแหล่งจัดการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น การจัดค่ายพักแรมกับการศึกษา ค่ายพักแรมลักษณะนิสัย เป็นต้น และด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการวัดและประเมินผล รวมทั้งการทดลองซึ่งก็ถือว่าเป็นการวิจัยที่ทันสมัย นักวิชาการจึงให้ความสนใจต่อค่ายพักแรมมากขึ้น เช่น ทำการศึกษาหาผลของการเข้าร่วมค่ายพักแรมบ้าง ทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ บ้่าง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ค่ายพักแรมจึงเป็นการให้การศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง มีโปรแกรมวิธีสอน และมีผู้นำเกิดขึ้น

จุดมุ่งหมายของค่ายพักแรมก็ได้เน้นไปที่การพัฒนาสุขภาพพลานามัย บุคลิกภาพ ลักษณะนิสัยและการปรับตัวต่อสังคม เพิ่มความผสมผสานในการจัดกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เพื่ิอให้บรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว โดยอาศัยความรู้จากวิชาการด้านต่างๆ เช่น ด้านสุขวิทยาจิตช่วยให้เข้าใจชีวิตของแต่ละบุคคล การจัดระเบียบต่างๆ ก็เป็นไปโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการคัดลอก อบรมผู้นำ โดยใช้ความรู้จากวิชการศึกษา การทำงานกลุ่ม ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ และแม้แต่แพทย์ นักโภชนาการก็เิริ่มมีส่วนช่วยกิจกรรมค่ายพักแรมมากขึ้น
3. ยุครับผิดชอบต่อสังคม ในระยะที่ฟาสซิสต์ได้ก่อตัวขึ้นและแพร่กระจายเข้าไปยังยุโรปและทางตะวันตก ทำให้มีแรงบันดาลใจในด้านการมีจิตสำนึกต่อสังคมส่วนรวมเกิดขึ้นในหมู่คนทั่วไป รวมทั้งจุดมุ่งหมายของค่ายพักแรมด้วยกิจกรรมต่างๆ ในค่ายพักแรมจึงได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไป 3 ทางด้วยกัน คือ
3.1 รูปแบบกิจกรรมของค่ายพักแรมมีระบบและมาตรฐานขึ้น ในด้านการบริหารค่ายพักแรมสุขภาพ ความปลอดภัย การสุขาภิบาล บุคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมอันเป็นพันธะกรณีที่สำคัญยิ่ง

3.2 จากการจัดค่ายที่เคยคำนึงถึงความเป็นเอกัตบุคคล ปล่อยตามสบายในแต่ละค่ายพักแรม ก็เปลี่ยนมาเป็นการแสวงหาความร่วมมือร่วมใจระหว่างผู้นำค่าย สมาชิกชาวค่ายและตัวแทนจากชุมชนมีการก่อตั้งสมาคมชาวค่ายสภาค่ายพักแรม สนใจที่จะจัดค่ายพักแรมเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน เช่น ให้ความสำคัญต่อการสงวนทรัพยากรธรรมชาติเป็นต้น
3.3 ในยุคที่ประชาธิปไตยกำลังแพร่หลาย ทั้งในด้านแนวความคิดและรูปแบบของการปกครองนั้น ค่ายพักแรมก็ได้บรรจุจุดมุ่งหมายและวิธีการในแบบประชาธิปไตยไว้ในกิจกรรมต่างๆ ด้วยมีการทบทวนจุดมุ่งหมายโปรแกรม การบิหารและการสรรหาผู้นำค่ายใมห่ ในระยะสงครามบทบาทและหน้าที่ของค่ายพักแรมที่ยังยืนหยัดอยู่ก็คือ การช่วยเลี้ยงดูเด็กๆ ที่มีชีวิตรอดพ้นจากภัยสงครามให้มีเจตคติ ค่านิยมและนิสัยที่มีลักษณะของความเป็นพลเมืองดีตามวิถีแห่งประชาธิปไตย
จากประวัติและแนวโน้มของการจัดค่ายพักแรมที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่ากิจกรรมค่ายได้พัฒนาสู่ระดับ ความเป็นวิชาชีพอีกสาขาหนึ่ง ในด้านสันทนาการโดยมีปรัชญา จุดมุ่งหมาย จรรยาบรรณ เนื้อหาวิชาระเบียบวิธีการแสวงหาความรู้และขบวนการผลิตบุคลากรในสาขาอาชีพและสมาคมวิชาชีพเป็นของตนเอง อย่างไรก็ดี การสันทนาการโดยเฉพาะค่ายพักแรมก็ได้พัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยความรู้ ระเบียบวิธีการจากศาสตร์ต่างๆ ผสมผสานร่วมกัน
::รออัพเดรทข้อมูลเพิ่มเติม::