"เมื่อ เสียงปืนดังขึ้น ทุกอย่างก็จบสิ้น ใบ หน้าของเขายังอยู่ในความฝันของผมเสมอ ความทรงจำอันโหดร้าย ความทุกข์ที่ยาวนานยังตามหลอกหลอน ติดในหัวใจตราบนานแสนนาน ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ไม่มีวันไหนที่ผมลืมเหตุการณ์นี้ได้เลย"
นี่คือประโยคเปิดสารคดีเรื่อง
"บ้านในเงามืด" ของผู้ใช้นามปากกาว่า "พงษ์" เยาวชนแห่ง
"ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้าน กาญจนาภิเษก" กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเขาเขียนไว้ในหนังสือชื่อ
"ก้าวที่พลาด" บันทึกความจริงของชีวิตที่พลิกผัน จากใจวัยรุ่นผู้เคยกระทำความผิด
"เยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก"
จาก ท่าทีของตัวอักษรที่เขากลั่นกรองร้อยเรียงออกมาเป็นประโยค เห็นได้ชัดว่า มี "น้ำเสียง" ของการสำนึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองได้กระ ทำลงไปในช่วงวัยที่คึกคะนอง และลึกลงไปกว่านั้น ยังมีคำวิงวอนแห่งการร้องขอการให้อภัย และโอกาสในการที่จะทำให้เขาได้กลับตัวเป็นคนใหม่ เป็นคนที่มีคุณค่าของสังคมเฉกเช่นคนทั่วไป
ใช่หรือว่า จังหวะ
"ก้าวที่พลาด" เพียงครั้งเดียวของเด็กหนุ่ม จะทำให้เขาต้องจมอยู่ใน
"เงามืด" ไปตลอดชีวิต?
"พงษ์" อายุ 22 ปี เป็นลูกคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 4 คน เขาเติบโตมาในครอบครัวแตกแยก พ่อกับแม่อยู่ในวงจรของยาเสพติด ค้ายาบ้า ค้าอาวุธปืน พ่อมีเมียน้อย มีการทะเลาะเบาะแว้งใช้ความรุนแรงในครอบครัวบ่อยครั้ง สภาพที่เป็นอยู่นี้ เป็นใครก็ย่อมต้องบอกว่าไม่มีความสุข ดังนั้น ที่พึ่งของเด็กหนุ่มจึงกลายเป็นเพื่อน - เพื่อนกลุ่มใหญ่ที่เขามองว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าอย่างไรว่าตามกัน ศักดิ์ศรีของกลุ่มสำคัญยิ่งกว่าอื่นใด พงษ์ติดเพื่อน ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางเด็กเสเพล เกเร เข้าสู่วงเวียนแห่งอบายมุข เที่ยวเตร่ ดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง ทั้งยังเที่ยวระรานคนอื่นไปทั่ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง...
พงษ์ เล่าให้ฟังว่า คดีที่ก่อนั้นเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2548 ตอนนั้นไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วทะเลาะกับเจ้าถิ่นในร้านคารา โอเกะแห่งหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วเวลาไปเที่ยวจะพกปืน ระเบิด ซึ่งหาซื้อมาได้ติดตัวออกเที่ยวทุกคืน เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ดูเท่ ดูเป็นผู้นำในกลุ่ม
"คืนนั้นผมกับเพื่อนมีเรื่อง ถูกตีและได้รับบาดเจ็บ จึงตั้งใจจะไปเอาคืน ผมกลับมาเอาระเบิดและปืนในรถ แล้วก็กลับไปที่ร้านคาราโอเกะอีกครั้ง ทันทีที่ไปถึง ผมก็ดึงสลักระเบิดออกแล้วขว้างเข้าไปในร้าน ระเบิด ตูม!!! แต่ไม่มีใครเป็นอะไร เพราะระเบิดลูกนั้นไปตกอยู่ใต้ตู้คาราโอเกะ ซึ่งไม่ใช่บริเวณที่มีคนนั่งอยู่
"คู่ อริออกมาจากร้าน คว้าเก้าอี้ เดินตรงมาหมายจะตีผม ผมจึงชักปืนออกมายิงใส่เขาไม่ยั้ง ยิงไป 9 นัด ทุกนัดเข้าตัวหมดเพราะเป็นระยะปะชั้นชิด ก่อนที่เพื่อนพาหนี ผมหันไปมองเขา เห็นเขาจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ แต่สายตานั้นจ้องเขม็งมองมา ท่าทางจะอาฆาตผมมาก" ผู้ใช้นามปากกาว่าพงษ์ เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่ แววตาของเขาดูหมองเศร้า ราวกับอยากลบเลือนภาพติดตาใน คืนนั้น
พงษ์หนีคดีไปอยู่กับญาติ 1 เดือนเต็ม จนกระทั่งผู้เป็นแม่โทรศัพท์มาร้องห่มร้องไห้ บอกให้ลูกชายเข้ามอบตัว เพราะคิดว่าหนีคดีอย่างไรก็คงไม่พ้น เนื่องจากคดีนี้มีระยะเวลาถึง 20 ปี ครานั้นเอง ที่เด็กหนุ่มได้รู้ว่า ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของชีวิต ยังมีคนใกล้ตัวอย่างแม่ ไม่ทอดทิ้งเขา เป็นความรู้สึกที่เจ้าตัวบอกว่า "เพิ่งรู้ว่าแม่รักเรามาก"
เด็ก หนุ่มยอมมอบตัว ปัจจุบัน คดีของเขาอยู่ในกระบวนการยื่นฎีกา ซึ่งพงษ์บอกว่าจะขอยืนยันตามศาลอุทธรณ์ ขอให้ดำรงโทษให้ไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เป็นเวลาขั้นต่ำ 3 ปี และขั้นสูง 4 ปีไว้ต่อไป
"ก้าวที่พลาด" นั้น เด็กหนุ่มรู้ซึ้งและได้รับบทเรียนแล้ว
วันนี้ เขาขอโอกาสสังคม อภัยให้กับความผิดครั้งนั้น ด้วยอยากกลับตัวเป็นคนใหม่ อยากทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น อยากเป็นคนดีของสังคม พ้นโทษออกไปแล้วเขาตั้งใจจะกลับไปเรียนต่อให้จบ อยากเข้าเรียนมหา วิทยาลัย เพราะตอนนี้เรียนจบชั้น ปริญญา วิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) แล้ว
"อยาก ให้ผู้ใหญ่มองเห็นจิตใจของวัยรุ่นมากขึ้น ว่าเขาไม่ได้เลวเสมอไป เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้ามีคนให้โอกาส และเข้าใจจริงๆ" พงษ์กล่าว
และอีกคนหนึ่งที่มาเปิดเผยชีวิตของตนเป็นบทเรียนให้สังคม คือผู้ใช้นามปากกาว่า "เดช"
เดช ตั้งชื่อสารคดีของตนว่า "เส้นทางสู่พันธนาการ" ซึ่งนอกจากจะได้ถ่ายทอดเส้นทางความผิดของตนให้เป็นบทเรียนแก่สังคมในสารคดี เรื่องนี้แล้ว ที่ผ่านมา เขายังเคยเดินทางไปบอกเล่าประสบการณ์ตัวเองถึงสิ่งที่ทำพลาดมาตามโรงเรียน ต่างๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องพลาดเหมือนตน ด้วยความคิดที่เขาบอกว่า หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครแล้ว คนเสียใจย่อมไม่ใช่แค่เราคนเดียวเท่านั้น ยังมีพ่อแม่ คนข้างหลังอีกมากที่เสียใจไม่แพ้กัน
เด็กหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ เกิดมาในครอบ ครัวใหญ่ พ่อเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวที่มีลูกถึง 7 คน ส่วนแม่นั้นหย่าขาดกับพ่อตั้งแต่เดชยังเด็ก ดังนั้น เขาจึงเติบโตมาในความดูแลของป้าๆ และพ่อ แต่เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่นี้เอง ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไรนัก และความแหว่งวิ่นของปัจจัยต่างๆ นี่เองที่ผลักดันให้เขาไปติดอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ที่มีจำนวนสมาชิกราว 30 คน เป็นวัยรุ่นเกเรที่คนในละแวกนั้นเอือมระอา